ถ้าโรงแรมของคุณพึ่งพา Booking.com และ Agoda เป็นหลัก คุณกำลังแบ่งรายได้ให้บริษัทอื่น 15-20% ทุกครั้งที่มีแขกเข้าพัก
นั่นแปลว่าทุกๆ ห้อง 2,000 บาท โรงแรมของคุณได้รับจริงแค่ 1,600-1,700 บาท ส่วนที่เหลือไปอยู่ในกระเป๋าของ OTA
หลายคนคิดว่า OTA เป็นสิ่งจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความจริงคือโรงแรมที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกกำลังทำกลยุทธ์ "Direct Booking" เพื่อลดการพึ่งพา OTA และเพิ่มกำไรโดยตรง
บทความนี้จะอธิบายว่า Direct Booking ทำได้จริงไหม ต้องเตรียมอะไรบ้าง และระบบ PMS ช่วยได้อย่างไร
ทำไมโรงแรมเล็กถึงพึ่ง OTA มากเกินไป?
ไม่ใช่ความผิดของเจ้าของโรงแรม OTA ถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายและให้ผลลัพธ์เร็ว คุณสมัครวันนี้ พรุ่งนี้ก็มีแขกจอง ไม่ต้องทำ marketing ไม่ต้องมีเว็บไซต์ ไม่ต้องเสียเวลาทำ SEO
แต่ความสะดวกนั้นมีราคา และราคานั้นสูงกว่าที่หลายคนคิด
ลองคำนวณง่ายๆ: ถ้าโรงแรมคุณมีรายได้ 500,000 บาทต่อเดือน และ 70% มาจาก OTA ในอัตราคอมมิชชั่น 17% คุณจ่ายค่าคอมฯ ไป 59,500 บาทต่อเดือน หรือ 714,000 บาทต่อปี นั่นคือเงินที่พอซื้อรถคันใหม่ได้ 1 คัน
Direct Booking คืออะไร?
Direct Booking หมายถึงการที่แขกจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม ไม่ผ่านตัวกลาง ช่องทางที่นิยมได้แก่:
- เว็บไซต์โรงแรม — ผ่าน Booking Engine ที่ฝังอยู่บนเว็บ
- โทรศัพท์และ LINE — แขกติดต่อตรงกับโรงแรม
- Walk-in — เดินเข้ามาจองหน้าโรงแรมโดยตรง
- Email — แขกประจำที่ติดต่อตรงกับโรงแรม
- โซเชียลมีเดีย — Facebook, Instagram ของโรงแรม
เป้าหมายไม่ใช่การเลิกใช้ OTA ทั้งหมด แต่คือการปรับสัดส่วนให้เหมาะสม เช่น ลด OTA จาก 70% เหลือ 40% และเพิ่ม Direct Booking จาก 30% เป็น 60%
6 กลยุทธ์ที่ได้ผลสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก
กลยุทธ์ที่ 1: Booking Engine บนเว็บไซต์ของตัวเอง
นี่คือพื้นฐานที่สุด ถ้าโรงแรมคุณยังไม่มี Booking Engine บนเว็บไซต์ แขกที่เจอเว็บคุณใน Google ก็ไม่สามารถจองตรงได้ พวกเขาต้องไปจอง OTA แทน
Booking Engine ที่ดีต้อง:
- แสดงห้องว่างแบบ real-time (เชื่อมกับ PMS)
- ใช้งานง่ายบนมือถือ (แขกส่วนใหญ่จองผ่านโทรศัพท์)
- รับชำระเงินออนไลน์ได้ (หรืออย่างน้อยรับเงินมัดจำ)
- ยืนยันการจองอัตโนมัติทาง email หรือ LINE
กลยุทธ์ที่ 2: "Best Rate Guarantee"
สัญญากับแขกว่า ถ้าจองตรงกับโรงแรม จะได้ราคาดีที่สุดเสมอ ไม่มีที่ไหนถูกกว่า
วิธีทำ: ตั้งราคาบน OTA สูงกว่าราคาบนเว็บตัวเองเล็กน้อย (3-5%) หรือเสนอสิ่งที่ OTA ให้ไม่ได้ เช่น อาหารเช้าฟรี, late check-out, หรือห้องอัปเกรด
OTA บางเจ้า (โดยเฉพาะ Booking.com) มีข้อกำหนดห้ามตั้งราคาต่ำกว่าบนเว็บตัวเอง ให้อ่านสัญญาก่อน แต่ยังสามารถเสนอ value-add ได้โดยไม่ผิดสัญญา
กลยุทธ์ที่ 3: ดึงแขกเก่ากลับมา
แขกที่เคยพักกับคุณแล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาอีก และถ้าคุณมีช่องทางติดต่อโดยตรง พวกเขาจะจองตรงกับคุณแทนที่จะไปหา OTA
วิธีเก็บข้อมูลแขก:
- เก็บ email หรือ LINE ID ตอน check-in
- ขอรีวิวหลัง check-out พร้อมลิงก์จองตรงครั้งหน้า
- ส่ง offer พิเศษให้แขกเก่า เช่น ราคาลด 10% สำหรับการจองตรง
กลยุทธ์ที่ 4: LINE Official Account
สำหรับตลาดไทย LINE เป็นช่องทางที่ทรงพลังมาก แขกที่ follow LINE ของโรงแรมสามารถติดต่อจองได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน OTA
สิ่งที่ควรทำบน LINE OA:
- ตอบคำถามรวดเร็ว (ภายใน 1 ชั่วโมง)
- ส่ง rich content: รูปห้อง โปรโมชั่นพิเศษ
- มี link จองตรงชัดเจนในโปรไฟล์
- ส่ง broadcast ให้สมาชิกช่วง low season
กลยุทธ์ที่ 5: Google Business Profile
เมื่อแขกค้นหาชื่อโรงแรมคุณใน Google โปรไฟล์ที่สมบูรณ์จะแสดงปุ่ม "จองห้องพัก" ที่ลิงก์ตรงไปยัง Booking Engine ของคุณ ไม่ใช่ไป OTA
ให้อัปเดต Google Business Profile:
- เพิ่มรูปภาพคุณภาพสูงอย่างน้อย 20 รูป
- ตอบ review ทุกรายการ ทั้งบวกและลบ
- อัปเดตข้อมูลติดต่อ ราคา และ amenities ให้ถูกต้อง
- เปิดใช้ "Hotel Booking" ที่เชื่อมกับเว็บไซต์โรงแรม
กลยุทธ์ที่ 6: แปลง OTA traffic เป็น Direct แขก
แขกที่มาพักผ่าน OTA ครั้งแรกไม่ต้องกลายเป็นแขก OTA ตลอดไป ระหว่าง stay ให้ทำให้แขกเห็นว่าการจองตรงครั้งหน้านั้นดีกว่า
- วางการ์ดบนห้อง: "จองตรงครั้งหน้า รับส่วนลด 5% + อาหารเช้าฟรี"
- พนักงาน Front Desk แนะนำ LINE OA ของโรงแรมตอน check-out
- ส่ง "Thank you email" หลัง stay พร้อมลิงก์จองตรงครั้งหน้า
PMS ที่ดีจะมี Booking Engine ในตัว เชื่อมต่อเว็บไซต์โรงแรมได้โดยตรง แสดงห้องว่าง real-time เก็บข้อมูลแขกอัตโนมัติ และช่วยให้คุณส่ง offer พิเศษให้แขกเก่าได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องจ้างทีม IT แยกต่างหาก
เป้าหมายที่สมจริง: ไม่ใช่การเลิกใช้ OTA
ข้อผิดพลาดที่หลายโรงแรมทำคือพยายามเลิก OTA ทั้งหมดในคราวเดียว ซึ่งมักทำให้รายได้ลดลงในช่วงสั้น OTA ยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะ:
- ดึง new guests ที่ยังไม่รู้จักโรงแรมคุณ
- ช่วยในช่วง low season ที่ต้องการ exposure มากขึ้น
- ตลาดต่างประเทศ ที่หาแขกผ่าน OTA ง่ายกว่า
กลยุทธ์ที่ถูกต้องคือ "OTA ดึงแขกใหม่, Direct Booking รักษาแขกเก่า" — ใช้ OTA เป็นช่องทาง acquisition แล้วเปลี่ยนแขก OTA ให้เป็นแขกตรงในการเข้าพักครั้งถัดไป
ตัวอย่างการคำนวณ ROI
สมมติโรงแรมของคุณมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท โดย 60% มาจาก OTA (180,000 บาท) ที่อัตราคอมมิชชั่น 17%
ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายปัจจุบัน: 180,000 × 17% = 30,600 บาท/เดือน
ถ้าคุณลด OTA จาก 60% เหลือ 35% ด้วยกลยุทธ์ Direct Booking:
- OTA: 105,000 บาท × 17% = 17,850 บาท ค่าคอมฯ
- ประหยัดได้: 30,600 - 17,850 = 12,750 บาท/เดือน
- หรือ 153,000 บาทต่อปี
เงิน 153,000 บาทนั้นมากกว่าค่าระบบ PMS หลายปี และคุณยังได้แขกที่ภักดีมากขึ้นอีกด้วย
เริ่มรับการจองตรงด้วย InnShift
InnShift มี Booking Engine ในตัว เชื่อมเว็บไซต์โรงแรมคุณได้เลย ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน